วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555


null

เมื่อรู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเข้ารับการผ่าจัดเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงตอนจบของ “ทำอย่างไรเมื่อต้องผ่าตัด” ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่าหลังผ่าแล้วผู้ป่วยจะต้องเจอกับอะไรและดูแลตนเองด้วยวิธีใด
หลังผ่าตัด
หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว การฟิ้นตัวที่ผู้ป่วยควรทำความรู้จักคือ
ห้องพักฟื้น
  • เมื่อผ่าตัดเสร็จแพทย์จะให้อยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงให้ไปยังหอผู้ป่วยได้ทั้งนี้ ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด โดยที่พยาบาลประจำห้องพักฟื้นจะวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ปริมาณออกซิเจนที่อวัยวะส่วนปลาย ความดันโลหิตและปริมาณน้ำปัสสาวะ ระหว่างนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวด หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียนบ้างระยะสั้น ๆ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลในห้องพักฟื้นนั้นๆ
หอผู้ป่วย
  • จะมีอาการเจ็บแผล ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับยาชาหรือยาแก้ปวดที่ให้และลักษณะการผ่าตัด แล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ หากเจ็บแผลควรแจ้งพยาบาล โดยอาจจะใช้วิธีการประเมินความเจ็บปวดแบบตัวเลข (numeric scale) หรือรูปหน้า (face pain rating scale) ผู้ป่วยควรแจ้งพยาบาลทุกครั้งที่มีอาการปวดจนรบกวนการพักผ่อนเนื่องจากการ ได้รับยาแก้ปวดในระยะสั้นจะไม่ทำให้ติดยา
  • อุปกรณ์หรือท่อต่างๆที่ต่อออกมาจากตัวผู้ป่วยเพื่อระบายของเหลว จากบริเวณที่ทำผ่าตัดออกสู่ภายนอก จะช่วยกระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น ควรระมัดระวังเวลาเคลื่อนย้ายเนื่องจากท่อเหล่านี้จะใช้หลักการระบายของเหลว ออกสู่ภายนอกด้วยการใช้แรงโน้มถ่วงดังนั้น ถุงที่ต่อจากท่อระบายเหล่านี้จะต้องอยู่ต่ำกว่าบริเวณที่ใส่ท่อระบาย สายต้องไม่บิด หัก พับงอ
  • เครื่องให้สารน้ำทางหลอดเลือด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ สารอาหาร หรือยา
  • หากรู้สึกระคายเคือง มีเสมหะอยู่ในลำคอ ควรไอออกมาเพื่อช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในหลอดลมถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น โดยต้องฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ
  • การรับประทานอาหาร หลังจากที่ออกมาจากห้องผ่าตัด ส่วนใหญ่ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกแพทย์จะยังมีแผนการรักษาให้งดน้ำงดอาหารไว้ก่อน ต่อมาจึงเริ่มแผนการรักษาให้เริ่มจิบน้ำ อาหารเหลวใส อาหารอ่อนและอาหารธรรมดาหรืออาหารเฉพาะโรคตามลำดับ
  • ในรายที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง แพทย์จะให้นอนราบอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อป้องกันภาวะสมองเคลื่อน (brain herniation)
  • เมื่อรู้สึกแข็งแรงแล้วควรมีการเคลื่อนไหว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้นป้องกันภาวะท้องอืดในกรณีที่มีการผ่าตัด ระบบทางเดินอาหาร ป้องกันภาวะปอดแฟบ และปอดอักเสบจากการจำกัดการเคลื่อนไหว ซึ่งการลุกจากเตียงจะทำได้เร็วหรือช้าแค่ไหนขึ้นอยู่กับอวัยวะและการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยอาจจะเริ่มจากการพลิกตัว ออกกำลังกายบนเตียง เช่น การไออย่างมีประสิทธิภาพ บริหารแขนขาและลุกจากเตียง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้
null

การปฏิบัติตัวและออกกำลังกายภายหลังจากผ่าตัด
-           การหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ (deep-breathing exercises) จะ ช่วยป้องกันภาวะ แทรกซ้อนหลังการผ่าตัด สอนและให้ผู้ป่วยทำให้ได้ก่อนผ่าตัดทั้งการหายใจลึกๆ การหายใจและการไออย่างมีประสิทธิภาพช่วยขยายถุงลมเล็กๆในปอดและป้องกันการ เกิดปอดอักเสบและถุงลมแฟบหลังผ่าตัด และช่วยขับสารที่ใช้ในการดมยาสลบออกจากร่างกายโดยเร็วการสาธิตวิธีหายใจลึกๆ ที่ถูกต้อง ได้แก่ การหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนหน้าท้องตึงและหายใจออกช้าๆทางปาก สาธิตให้ผู้ป่วยดูและให้ปฏิบัติตามเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติถูกต้อง และแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้อย่างน้อย 5-10 ครั้งทุกชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัดที่ยังไม่ลุกขึ้นจากเตียง
-           การหายใจลึกๆ ( deep breathing )หลังผ่าตัด
1.ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงที่ข้างเตียง หรือช่วยให้อยู่ในท่า semi-Fowler’s position
2.ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ท้องจะได้รู้สึกเวลาหน้าอกขยายจะบ่งชี้ว่าปอดขยายตัว
3.ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าทางจมูกจนรู้สึกว่าหน้าท้องขยาย
4.ให้ผู้ป่วยหายใจทางปากขณะกล้ามเนื้อหน้าหน้าท้องหดตัว
5.ให้ทำแบบนี้ซ้ำทุกชั่วโมงในวันแรกหลังผ่าตัด
-           การลุกจากเตียง ( ambulation )ให้ลุกเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหลายอย่าง สอนผู้ป่วยก่อนผ่าตัดโดยให้ข้อคิดว่าควรลุกขึ้นจากเตียงหลังผ่าตัดเมื่อใด สิ่งสำคัญต้องสอนวิธีที่ถูกต้องที่ลุกโดยไม่ปวดและไม่เกิดความดันโลหิตต่ำ ขณะยืน ผู้ที่ทำผ่าตัดช่องท้องวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้ตะแคงก่อนลุกนั่ง ใช้แขนช่วยลดความตึงของช่องท้อง แนะนำให้ลุกนั่งช้าๆและหยุดพักก่อนยืน ใช้การประคองบริเวณแผลเช่นเดียวกับการไอ และหายใจลึกๆเพื่อลดความเจ็บปวดเมื่อยืน
-           การฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ (effective cough) การไอช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในท่อหลอดลม ทางเดินหายใจใหญ่ออกมาภายนอก การไออาจทำให้ปวดแผลต้องให้ยาระงับปวด    การฝึกการไอ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนศีรษะสูง (semi-fowler หรือ fowler position) สอนให้ผู้ป่วยประคองแผลที่ทำผ่าตัด เพื่อลดแรงดันและควบคุมความเจ็บป่วยขณะไอ ประคองแผลให้กางมือกดให้แน่นบริเวณแผลก่อนไอ หรือใช้หมอนใบเล็ก ผ้าเช็ดตัวม้วนประคองแผลแทน บางครั้งสอนผู้ป่วยให้ hold the heart เมื่อไอ แนะนำให้หายใจลึกๆ 3 ครั้ง และหายใจออกทางปากก่อนจะช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาการไอ และไอเอาเสมหะที่ตกค้างออกมา ผู้ป่วยส่วนมากรู้สึกคอโล่งเมื่อไอแรงๆกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอแรงๆ
-           การใช้สไปโรมิเตอร์ (Incentive spirometer) เพื่อขยายถุงลมในปอดหลังผ่าตัดให้เป่าถึงระดับที่ตั้งไว้ให้ปอดขยายตัว วิธีนี้ช่วยให้ลมเข้าไปในถุงลมและช่วยทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจแข็ง แรง ซึ่งกล้ามเนื้อนี้จะอ่อนแรงในขณะที่ได้รับยาสลบ ผู้ป่วยควรฝึกใช้เครื่องช่วยหายใจทั้งก่อนและหลังผ่า ส่วนมากสอนให้ผู้ป่วยทำ 5-10 ครั้งต่อชั่วโมงหลังผ่าตัด
  -         การพลิกตัว (turning exercises) ให้ผู้ป่วยหัดพลิกตัวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งโดยใช้ไม้กั้นเตียงช่วยใน การพลิกตัว การพลิกตัวช่วยป้องกันการคั่งของเลือดดำ ( venous stasis ) หลอดเลือดดำอุดตัน (thrombophlebitis ) แผลกดทับและอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ แนะนำให้พลิกตัวและเปลี่ยนท่านอนบนเตียงทุก 1-2 ชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัด
-           การออกกำลังกายแขน-ขา (extremity exercises) การออกกำลังกายแขน-ขาหลังผ่าตัดช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับกรไหลเวียนโลหิต เช่นหลอดเลือดดำอุดตัน ช่วยให้เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจดีขึ้น สอนให้ผู้ป่วยงอและเหยียดข้อต่างๆ ทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้าขณะนอนราบหลังและขาอยู่แนวราบเหยียดตรงเท้าต้องหมุนเป็นวงกลมขณะนอน หรือนั่ง กระตุ้นให้ทำก่อนผ่าตัดเพื่อความคุ้นเคยและนำไปใช้หลังผ่าตัด
-           การบริหารขา (Leg Exercises) การบริหารขาช่วยการไหลเวียนของหลอดเลือดดำกลับสู่หัวใจดีขึ้น พยาบาลควรสอนผู้ป่วยในระยะก่อนผ่าตัด ให้บริหารกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องหลังผ่าตัด ดังนี้
การบริหารท่าที่ 1
  1. ให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงให้ศีรษะสูงประมาณ 45 องศา ใช้ semi-Fowler’ position การบริหารเพื่อให้การไหลเวียนเลือดของโลหิตส่วนปลายดีขึ้น ป้องกันการเกิด thrombus และกล้ามเนื้อแข็งแรง
  2. ขาขวางอหัวเข่ายกเท้าขึ้นจากเตียงค้างไว้ 2-3 วินาที
  3. ยืดขาเหยียดเข่าและวางลงบนเตียง
  4. ทำซ้ำ 4 ครั้งที่ขาข้างขวา และทำที่ขาข้างซ้าย 4 ครั้งเช่นเดียวกัน
การบริหารท่าที่ 2     
ขาข้างขวาชี้หัวแม่เท้าและงอลงไปทางพื้นเตียง และกระดกปลายเท้าขึ้นมาหาตัวเอง ทำหลายๆหน ทั้งขาข้างขวาและข้างซ้าย
การบริหารท่าที่ 3
ขาข้างขวาหมุนข้อเท้าจากซ้ายไปขวา ทำซ้ำหมุนจากขวาไปซ้ายทำซ้ำหลายๆครั้ง ทั้งขวาและซ้าย
การบริหารท่าที่ 4
งอหัวเข่าขึ้นมาวางปลายเท้าราบและกดปลายเท้าลงไปให้น่องและขาตึงทำซ้ำหลายๆครั้ง
null






จากการสำรวจความสามารถของเทคโนโลยีเครือข่าย ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถทำการผ่าตัดจากระยะไกลเพื่อให้บริการด้านสาธารณะสุข เข้าถึงทุกท้องถิ่น

ในประเทศแคนาดา โรงพยาบาลเซนโยเซฟได้ทำการผ่าตัดจากระยะไกลแบบข้ามประเทศ ภายใต้โครงการสาธารณะสุขทางไกลได้เป็นผลสำเร็จเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ ที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบัน โดยมีเทคโนโลยีด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ที่นำมาผสมผสานกัน เพื่อบริการด้านการแพทย์ที่มีคุณภาพแก่ประชาชน    

สำหรับในการผ่าตัดนั้นความเที่ยงตรงและความนิ่งของศัลยแพทย์นั้น นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำการผ่าตัดผู้ป่วย แต่ในปัจจุบันนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ที่ได้ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายประกอบกับหุ่นยนต์ เข้ามาเพื่อที่จะช่วยให้แพทย์ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น


ทางโรงพยาบาลที่ประเทศแคนาดาได้มีการนำเทคโนโลยีการผ่าตัดจากระยะไกล มาใช้สำหรับการผ่าตัดแบบเปิดแผลขนาดเล็กที่คณะศัลยแพทย์ อยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดไกลถึง 250 ไมล์ และเป็นครั้งแรกสำหรับการผ่าตัดจากระยะไกลในประเทศแคนาดา ซึ่งต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้านการแพทย์ของโลก กับความสำเร็จและความก้าวหน้าด้านสาธารณะสุข

โดยการผ่าตัดในครั้งนั้นศัลยแพทย์ต้องควบคุมกลไก ของอุปกรณ์มือกลสามชิ้น ที่จำลองการทำงานจากการขยับของนิ้วมือศัลยแพทย์ในการผ่าตัด โดยด้านหน้าของแผงควบคุมนั้น จะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือกลไปทางซ้ายและขวา ตลอดจนควบคุมระบบกล้องที่จะให้ภาพที่ชัดเจนในระหว่างการผ่าตัด และตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้มีการผ่าตัดจากระยะไกลด้วยหุ่นยนต์นี้ ในประเทศแคนาดาแล้วอีกหลายต่อหลายครั้ง และทางโรงพยาบาลมีแผนที่จะขยายการผ่าตัดจากระยะไกลนี้ออกไปสำหรับอีก 2 โรงพยาบาล ในพื้นที่ห่างไกลภายในสิ้นปี 2546 นี้

นับว่าเป็นบริการการสื่อสารโทรคมนาคม ที่มีความปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างสำนักสาขาต่างๆ ขององค์กร

นอกจากนี้ความเสถียรและระบบสำรองของการสื่อสาร ก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการทำการผ่าตัดจากระยะไกลนี้ ดังนั้นคุณภาพของระบบที่จะมาใช้กับเทคโนโลยีด้านการแพทย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถควบคุมคุณภาพการให้บริการ ผ่านโครงข่ายหลักของเบลล์แคนาดาได้โดยในกรณีนี้ ได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Multiprotocol Label Switch หรือ MPLS เพื่อที่จะรับประกันความเป็นส่วนตัว ของการเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาล ที่วิ่งอยู่บนโครงข่ายหลักของเบลล์แคนาดา ซึ่งเป็นโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งยังสามารถที่จะรองรับการสลับเส้นทางในการส่งข้อมูล ในกรณีที่การเชื่อมต่อเกิดติดขัดขึ้น

สำหรับการใช้งานเทคโนโลยีในด้านการรักษาพยาบาล และการสาธารณะสุขในบ้านเรา ก็ได้มีการเติบโต และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ก็ได้มีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลประวัติคนไข้ ไปจนถึงการจ่ายยาต่างๆ ซึ่งทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน และคล่องตัวอย่างมาก โดยที่แพทย์ผู้ตรวจรักษา สามารถเข้าถึงข้อมูลคนไข้แบบออนไลน์ผ่านทางคอมพิวเตอร์ ตลอดจนสามารถตรวจสอบประวัติการใช้ยาของคนไข้ได้อีกด้วย


ยิ่งไปกว่านั้นด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในการที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ และการรักษาพยาบาล ที่จะเปิดรับชาวต่างประเทศ เข้ามารักษาตัวในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการนำเงินตราต่างประเทศ เข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจของไทยอีกทางหนึ่ง และยังส่งผลถึงการท่องเที่ยวที่หน่วยงานหลายฝ่าย กำลังดำเนินงานในการรณรงค์ ให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าดูจากเม็ดเงินแล้ว ถือว่าการยกระดับการบริการด้านการแพทย์ และสาธารณะสุขให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างให้ประเทศไทยเราเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์นั้น ควรถือเป็นกลยุทธ์หลักอันหนึ่ง ที่ภาครัฐและเอกชน ต้องช่วยกันสำหรับก้าวที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด


การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด



เมื่อรู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเข้ารับการผ่าจัดเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงตอนจบของ “ทำอย่างไรเมื่อต้องผ่าตัด” ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่าหลังผ่าแล้วผู้ป่วยจะต้องเจอกับอะไรและดูแลตนเองด้วยวิธีใด
หลังผ่าตัด
หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว การฟิ้นตัวที่ผู้ป่วยควรทำความรู้จักคือ
ห้องพักฟื้น
  • เมื่อผ่าตัดเสร็จแพทย์จะให้อยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงให้ไปยังหอผู้ป่วยได้ทั้งนี้ ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด โดยที่พยาบาลประจำห้องพักฟื้นจะวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ปริมาณออกซิเจนที่อวัยวะส่วนปลาย ความดันโลหิตและปริมาณน้ำปัสสาวะ ระหว่างนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวด หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียนบ้างระยะสั้น ๆ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลในห้องพักฟื้นนั้นๆ
หอผู้ป่วย
  • จะมีอาการเจ็บแผล ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับยาชาหรือยาแก้ปวดที่ให้และลักษณะการผ่าตัด แล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ หากเจ็บแผลควรแจ้งพยาบาล โดยอาจจะใช้วิธีการประเมินความเจ็บปวดแบบตัวเลข (numeric scale) หรือรูปหน้า (face pain rating scale) ผู้ป่วยควรแจ้งพยาบาลทุกครั้งที่มีอาการปวดจนรบกวนการพักผ่อนเนื่องจากการ ได้รับยาแก้ปวดในระยะสั้นจะไม่ทำให้ติดยา
  • อุปกรณ์หรือท่อต่างๆที่ต่อออกมาจากตัวผู้ป่วยเพื่อระบายของเหลว จากบริเวณที่ทำผ่าตัดออกสู่ภายนอก จะช่วยกระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น ควรระมัดระวังเวลาเคลื่อนย้ายเนื่องจากท่อเหล่านี้จะใช้หลักการระบายของเหลว ออกสู่ภายนอกด้วยการใช้แรงโน้มถ่วงดังนั้น ถุงที่ต่อจากท่อระบายเหล่านี้จะต้องอยู่ต่ำกว่าบริเวณที่ใส่ท่อระบาย สายต้องไม่บิด หัก พับงอ
  • เครื่องให้สารน้ำทางหลอดเลือด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ สารอาหาร หรือยา
  • หากรู้สึกระคายเคือง มีเสมหะอยู่ในลำคอ ควรไอออกมาเพื่อช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในหลอดลมถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น โดยต้องฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ
  • การรับประทานอาหาร หลังจากที่ออกมาจากห้องผ่าตัด ส่วนใหญ่ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกแพทย์จะยังมีแผนการรักษาให้งดน้ำงดอาหารไว้ก่อน ต่อมาจึงเริ่มแผนการรักษาให้เริ่มจิบน้ำ อาหารเหลวใส อาหารอ่อนและอาหารธรรมดาหรืออาหารเฉพาะโรคตามลำดับ
  • ในรายที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง แพทย์จะให้นอนราบอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อป้องกันภาวะสมองเคลื่อน (brain herniation)
  • เมื่อรู้สึกแข็งแรงแล้วควรมีการเคลื่อนไหว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้นป้องกันภาวะท้องอืดในกรณีที่มีการผ่าตัด ระบบทางเดินอาหาร ป้องกันภาวะปอดแฟบ และปอดอักเสบจากการจำกัดการเคลื่อนไหว ซึ่งการลุกจากเตียงจะทำได้เร็วหรือช้าแค่ไหนขึ้นอยู่กับอวัยวะและการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยอาจจะเริ่มจากการพลิกตัว ออกกำลังกายบนเตียง เช่น การไออย่างมีประสิทธิภาพ บริหารแขนขาและลุกจากเตียง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้
null

การปฏิบัติตัวและออกกำลังกายภายหลังจากผ่าตัด
-           การหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ (deep-breathing exercises) จะ ช่วยป้องกันภาวะ แทรกซ้อนหลังการผ่าตัด สอนและให้ผู้ป่วยทำให้ได้ก่อนผ่าตัดทั้งการหายใจลึกๆ การหายใจและการไออย่างมีประสิทธิภาพช่วยขยายถุงลมเล็กๆในปอดและป้องกันการ เกิดปอดอักเสบและถุงลมแฟบหลังผ่าตัด และช่วยขับสารที่ใช้ในการดมยาสลบออกจากร่างกายโดยเร็วการสาธิตวิธีหายใจลึกๆ ที่ถูกต้อง ได้แก่ การหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนหน้าท้องตึงและหายใจออกช้าๆทางปาก สาธิตให้ผู้ป่วยดูและให้ปฏิบัติตามเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติถูกต้อง และแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้อย่างน้อย 5-10 ครั้งทุกชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัดที่ยังไม่ลุกขึ้นจากเตียง
-           การหายใจลึกๆ ( deep breathing )หลังผ่าตัด
1.ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงที่ข้างเตียง หรือช่วยให้อยู่ในท่า semi-Fowler’s position
2.ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ท้องจะได้รู้สึกเวลาหน้าอกขยายจะบ่งชี้ว่าปอดขยายตัว
3.ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าทางจมูกจนรู้สึกว่าหน้าท้องขยาย
4.ให้ผู้ป่วยหายใจทางปากขณะกล้ามเนื้อหน้าหน้าท้องหดตัว
5.ให้ทำแบบนี้ซ้ำทุกชั่วโมงในวันแรกหลังผ่าตัด
-           การลุกจากเตียง ( ambulation )ให้ลุกเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหลายอย่าง สอนผู้ป่วยก่อนผ่าตัดโดยให้ข้อคิดว่าควรลุกขึ้นจากเตียงหลังผ่าตัดเมื่อใด สิ่งสำคัญต้องสอนวิธีที่ถูกต้องที่ลุกโดยไม่ปวดและไม่เกิดความดันโลหิตต่ำ ขณะยืน ผู้ที่ทำผ่าตัดช่องท้องวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้ตะแคงก่อนลุกนั่ง ใช้แขนช่วยลดความตึงของช่องท้อง แนะนำให้ลุกนั่งช้าๆและหยุดพักก่อนยืน ใช้การประคองบริเวณแผลเช่นเดียวกับการไอ และหายใจลึกๆเพื่อลดความเจ็บปวดเมื่อยืน
-           การฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ (effective cough) การไอช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในท่อหลอดลม ทางเดินหายใจใหญ่ออกมาภายนอก การไออาจทำให้ปวดแผลต้องให้ยาระงับปวด    การฝึกการไอ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนศีรษะสูง (semi-fowler หรือ fowler position) สอนให้ผู้ป่วยประคองแผลที่ทำผ่าตัด เพื่อลดแรงดันและควบคุมความเจ็บป่วยขณะไอ ประคองแผลให้กางมือกดให้แน่นบริเวณแผลก่อนไอ หรือใช้หมอนใบเล็ก ผ้าเช็ดตัวม้วนประคองแผลแทน บางครั้งสอนผู้ป่วยให้ hold the heart เมื่อไอ แนะนำให้หายใจลึกๆ 3 ครั้ง และหายใจออกทางปากก่อนจะช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาการไอ และไอเอาเสมหะที่ตกค้างออกมา ผู้ป่วยส่วนมากรู้สึกคอโล่งเมื่อไอแรงๆกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอแรงๆ
-           การใช้สไปโรมิเตอร์ (Incentive spirometer) เพื่อขยายถุงลมในปอดหลังผ่าตัดให้เป่าถึงระดับที่ตั้งไว้ให้ปอดขยายตัว วิธีนี้ช่วยให้ลมเข้าไปในถุงลมและช่วยทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจแข็ง แรง ซึ่งกล้ามเนื้อนี้จะอ่อนแรงในขณะที่ได้รับยาสลบ ผู้ป่วยควรฝึกใช้เครื่องช่วยหายใจทั้งก่อนและหลังผ่า ส่วนมากสอนให้ผู้ป่วยทำ 5-10 ครั้งต่อชั่วโมงหลังผ่าตัด
  -         การพลิกตัว (turning exercises) ให้ผู้ป่วยหัดพลิกตัวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งโดยใช้ไม้กั้นเตียงช่วยใน การพลิกตัว การพลิกตัวช่วยป้องกันการคั่งของเลือดดำ ( venous stasis ) หลอดเลือดดำอุดตัน (thrombophlebitis ) แผลกดทับและอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ แนะนำให้พลิกตัวและเปลี่ยนท่านอนบนเตียงทุก 1-2 ชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัด
-           การออกกำลังกายแขน-ขา (extremity exercises) การออกกำลังกายแขน-ขาหลังผ่าตัดช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับกรไหลเวียนโลหิต เช่นหลอดเลือดดำอุดตัน ช่วยให้เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจดีขึ้น สอนให้ผู้ป่วยงอและเหยียดข้อต่างๆ ทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้าขณะนอนราบหลังและขาอยู่แนวราบเหยียดตรงเท้าต้องหมุนเป็นวงกลมขณะนอน หรือนั่ง กระตุ้นให้ทำก่อนผ่าตัดเพื่อความคุ้นเคยและนำไปใช้หลังผ่าตัด
-           การบริหารขา (Leg Exercises) การบริหารขาช่วยการไหลเวียนของหลอดเลือดดำกลับสู่หัวใจดีขึ้น พยาบาลควรสอนผู้ป่วยในระยะก่อนผ่าตัด ให้บริหารกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องหลังผ่าตัด ดังนี้
การบริหารท่าที่ 1
  1. ให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงให้ศีรษะสูงประมาณ 45 องศา ใช้ semi-Fowler’ position การบริหารเพื่อให้การไหลเวียนเลือดของโลหิตส่วนปลายดีขึ้น ป้องกันการเกิด thrombus และกล้ามเนื้อแข็งแรง
  2. ขาขวางอหัวเข่ายกเท้าขึ้นจากเตียงค้างไว้ 2-3 วินาที
  3. ยืดขาเหยียดเข่าและวางลงบนเตียง
  4. ทำซ้ำ 4 ครั้งที่ขาข้างขวา และทำที่ขาข้างซ้าย 4 ครั้งเช่นเดียวกัน
การบริหารท่าที่ 2     
ขาข้างขวาชี้หัวแม่เท้าและงอลงไปทางพื้นเตียง และกระดกปลายเท้าขึ้นมาหาตัวเอง ทำหลายๆหน ทั้งขาข้างขวาและข้างซ้าย
การบริหารท่าที่ 3
ขาข้างขวาหมุนข้อเท้าจากซ้ายไปขวา ทำซ้ำหมุนจากขวาไปซ้ายทำซ้ำหลายๆครั้ง ทั้งขวาและซ้าย
การบริหารท่าที่ 4
งอหัวเข่าขึ้นมาวางปลายเท้าราบและกดปลายเท้าลงไปให้น่องและขาตึงทำซ้ำหลายๆครั้ง
null